ลงประกาศฟรี
ค้นหาประกาศ

การบำรุงรักษามอเตอร์ไซค์

การบำรุงรักษามอเตอร์ไซค์

1. ยาง

1.1 การดูแลยางให้คุ้มค่า
การเลือกใช้ยางให้เหมาะสมกับรถจักรยานยนต์ที่ขับขี่ จำเป็นต้องคำนึงถึงขนาด ความเร็วสูงสุดและสมรรถนะต่าง ๆ ของรถจักรยานยนต์ ซึ่งสามารถอ่านได้จากคู่มือ
รถจักรยานยนต์หรือสอบถามจากบริษัทผู้ผลิตจักรยานยนต์นั้น ๆ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาถึงน้ำหนักบรรทุกของยางแต่ละเส้น รวมถึงพฤติกรรมการขับขี่การควบคุมบังคับ
รถจักรยานยนต์ของผู้ขับขี่ มาเป็นข้อพิจารณาเลือกยางที่เหมาะสมต่อไป
1.2 การใส่ยางรถจักรยานยนต์
จะต้องดูว่ารถจักรยานยนต์ที่ใช้ขับขี่นั้น จัดอยู่ในประเภทที่ใช้ยางในหรือไม่ใช้ยางใน แล้วจึงเลือกชนิดของยางให้ถูกประเภทของรถจักรยานยนต์นั้น ๆ ด้วย เช่น ยางชนิดไม่ใช้ยางในควรใส่บนกระทะล้อชนิดไม่ใช้ยางในเท่านั้น และห้ามใส่ยางในกับยางรถจักรยานยนต์ ที่ไม่ใช้ยางในเป็นต้น
1.3 การถอดยาง
ถอดแกนวาล์วแล้วปล่อยลมยางออก
ขยับให้ขอบยางพ้นจากขอบล้อ แล้วทาสารหล่อลื่นที่ขอบและปีกกระทะล้อให้รอบทุกด้าน

ใช้เหล็กงัดยางปลายแบน 2อันงัดเอายางออกจากกระทะล้อ

1.4 การสูบลมยางรถจักรยานยนต์
ต้องตรวจเช็คความดันลมเมื่อยางเย็นหรือก่อนวิ่งหรืออย่างน้อยที่สุดหนึ่งชั่วโมงคือหลังจากหยุดรถ เพราะความร้อนของยางขณะวิ่งจะทำให้ความดันลมขยายตัวเพิ่มขึ้นจึงไม่ควรจะปรับความดันลมขณะยางร้อน ความดันลมที่ถูกต้อง จะมีผลต่อการยึดเกาะถนนซึ่งหมายถึง ความปลอดภัย การทรงตัว ความนุ่มนวลสะดวกสบาย และอายุการใช้งานที่ยาวนาน ตลอดจนสมรรถนะที่เหมาะสม กับสภาพการใช้งาน การสูบลมยาง สามารถดูได้จากคู่มือยางรถจักรยานยนต์จากบริษัทผู้ผลิตที่ได้ มาตรฐาน
1.5 การใช้และการตรวจสอบยาง
1) เลือกขนาดและชนิดของยางให้เหมาะสมตามที่คู่มือรถกำหนดไว้
2) สูบลมยางให้ถูกต้องตามอัตราที่กำหนด ( ควรสูบลมขณะที่ยางเย็น) และตรวจลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
3) เมื่อเดินทางไกลควรสูบลมเพิ่ม 1-2 ปอนด์ต่อตารางนิ้ว
4) ปิดฝาจุกยางเพื่อป้องกันสิ่งสกปรก
5) ตรวจสภาพการสึกหรอของยาง โดยตรวจดูดอกยางตรงที่มีเครื่องหมายสามเหลี่ยม
ข้อสังเกต
เมื่อรถสั่นสะเทือนมากขณะวิ่ง จะพบว่ามีสาเหตุมาจาก
1) สูบลมยางแข็งเกินไป
2)โช๊คอัพเสีย
3)ยางไม่สมดุล

2. ระบบเบรค ( ระบบห้ามล้อ)

ระบบเบรค มีทั้งดรัมเบรคและดิสก์เบรค ดิสก์เบรคเป็นระบบที่ให้ความปลอดภัยดีกว่า การดูแลรักษาง่ายกว่าดรัมเบรค โดยให้สังเกตจากกระปุกน้ำมันเบรค หากน้ำมันลดลงก็หมายความว่าผ้าเบรคสึกหรอลดลงไปเรื่อย ๆ หรือหากน้ำมันเบรคต่ำกว่าระดับ MINแสดงว่าผ้าเบรคหมดให้เปลี่ยนผ้าเบรคใหม่และทุกๆปีควรมีการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเบรคทั้งหมด
การตรวจเช็คผ้าเบรคโดยดูจากร่องที่ผ้าเบรคถ้าสึกมากให้รีบเปลี่ยนถ้าไม่เปลี่ยนปล่อยไว้นานอาจทำให้จานเบรคเสียหายได้การปรับระยะผ้าเบรคนั้นระบบดิสก์เบรคเป็นระบบอัตโนมัติในขณะที่ดรัมเบรคต้องปรับตั้งระยะผ้าเบรคทันทีที่รู้สึกว่าเบรคต่ำนั้นคือต้องบีบหรือเหยียบมากกว่าปกติซึ่งเมื่อปรับจนหมดระยะที่เครื่องหมายบอกแล้วแสดงว่าผ้าเบรคบางมากให้รีบเปลี่ยนใหม่เพราะจะทำให้เบรคไม่อยู่เกิดเสียงดังและเบรคค้างได้

3. โซ่ / สเตอร์ :

รถจักรยานยนต์ที่ขับเคลื่อนที่ด้วยโซ่และสเตอร์นั้นซ่อมง่ายดูแลง่ายแต่ก็สึกหรอง่ายกว่าระบบเพลาเพราะทั้งสองส่วนต้องทำงานร่วมกันเช่นหากโซ่หมดอายุก็จะทำให้สเตอร์เสียหายไปด้วยจึงต้องคอยดูแลตรวจสอบความตึงหย่อนของโซ่ทุกๆสัปดาห์โดยเฉพาะในระยะรันอินที่โซ่จะยืดตัวมากอีกทั้งไม่ควรตั้งโซ่ให้ตึงมากเกินไปเพราะจะทำให้ทั้งโซ่และสเตอร์สึกหรอมากหากต้องใช้งานบรรทุกหนักลุยน้ำลุยโคลนต้องคอยตรวจดูความหนาแน่นของข้อต่อโซ่และลูกกลิ้งว่ายังหมุนได้คล่องหรือไม่หากข้อต่อติดต้องรีบเปลี่ยนทันทีเนื่องจากมีสิทธิขาดได้ตลอดเวลา
การบำรุงรักษาโซ่ควรหล่อลื่นด้วยน้ำมันเกียร์เป็นประจำหากสกปรกมากควรล้างด้วยน้ำมันโซล่าหรือเบนซินโดยใช้แปรงอย่าแช่ทิ้งไว้เพราะจะทำให้โอริงแข็งและเสื่อมคุณภาพส่วนสเตอร์นั้นจะเสื่อมไปตามสภาพเช่นฟันล้มหรือบิ่นโดยมากโซ่และสเตอร์จะมีอายุการใช้งานประมาณ 10,000กิโลเมตรเมื่อถึงระยะเวลาเปลี่ยนควรเปลี่ยนทั้งชุด

4. ไ ฟฟ้า :

พลังงานขับเคลื่อนรถจักรยานยนต์ที่สำคัญอย่างหนึ่งคือ ไฟฟ้า ซึ่งมาจากแหล่งพลังงาน “ แบตเตอรี่ที่เราต้องคอยดูแลบำรุงรักษาเป็นประจำเพื่อป้องกันปัญหาเรื่องระบบไฟเช่น
ตรวจดูระดับน้ำยาแบตเตอรี่ให้อยู่ในระดับสูงสุด (MAX) หรืออย่างน้อยต้องไม่อยู่ในระดับต่ำสุด (MIN)ถ้าน้ำยามีระดับต่ำต้องรีบเติมน้ำกลั่น  ลงไปให้ได้ระดับมิฉะนั้นจะทำให้แบตเตอรี่เสื่อมและเสียเร็วแล้วยังต้องคอยสังเกตด้วยว่าน้ำยาในแบตเตอรี่แห้งหรือไฟหมดเร็วกว่าปกติหรือไม่ถ้ามีต้องรีบตรวจสอบระบบไฟฟ้าทันที
ตรวจดูขั้วสายแบตเตอรี่ทั้งขั้วบวกและขั้วลบว่าหลุดหลวมหรือไม่มีขี้เกลือขึ้นหรือไม่ถ้ามีให้ใช้น้ำอุ่นล้างแล้วเอาแปรงลวดขัดให้ออก
ตรวจสอบสายระบายไอของแบตเตอรี่ว่าอยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องหรือไม่เพราะอาจทำให้ชิ้นส่วนที่ถูกไอระเหยของแบตเตอรี่ผุกร่อนได้

5. กรอง / ไส้กรอง :

กรองอากาศ ไส้กรองต้องทำหน้าที่ในการกรองฝุ่นละอองที่ปะปนอยู่ในอากาศไม่ให้เข้าไปในเครื่องยนต์ หากไส้กรองต้องทำงานหนักจะทำให้ กรองอากาศตันซึ่งมีผลให้เครื่องยนต์กินน้ำมันมากขึ้น แต่วิ่งไม่ค่อยออก โดยทั่วไปควรทำความสะอาดไส้กรองอากาศ ทุก ๆ 4,000 กิโลเมตรและเปลี่ยนทุก 12,000กิโลเมตรแต่ก็ขี้นอยู่กับสภาพการใช้งานด้วยถ้ารถจักรยานยนต์ใช้งานในสถานที่ที่มีฝุ่นมากๆก็ต้องทำความสะอาดเป็นประจำ
วิธีทำความสะอาดไส้กรองอากาศ
5.1 ถอดไส้กรองอากาศออกมาล้างด้วยน้ำมันเบนซินประมาณ 3 ถึง 4 น้ำจนกว่าจะสะอาดแล้วบิดผึ่งให้แห้งสนิท
5.2 นำมาชะโลมให้ทั่วด้วยน้ำมันออโต้ลู้ปให้พอหมาดๆต้องทำความสะอาดตัวกล่องกรองอากาศด้วย
5.3 ประกอบกลับที่เดิม ระวังอย่าให้ไส้กรองฉีกขาดไส้กรองอื่น ๆ เช่น ไส้กรองน้ำมันเชื้อเพลิง แบบที่เป็นตะแกรงกรองในเครื่องยนต์ 4 จังหวะ ซึ่งถอดออกล้างทำความสะอาดได้ง่ายด้วยน้ำมันเบนซิน ( แต่ไม่ต้องล้างบ่อย ๆ) ซึ่งจะใช้งานได้เกือบตลอดอายุการใช้งานของเครื่องยนต์ แต่ถ้าเป็นไส้กรองกระดาษควรเปลี่ยนทุก ๆ 5,000กิโลเมตรเพราะทำความสะอา

6. หม้อน้ำ 

รถที่มี หม้อน้ำจะระบายความร้อนได้ดีกว่า หม้อลมแต่ต้องมีการดูแลรักษามากกว่า โดยจะต้องหมั่นตรวจดูระดับน้ำในหม้อน้ำและถังพักน้ำสำรองทุกวัน ( ซึ่งปกติแล้วระดับน้ำในหม้อน้ำและในถังพักน้ำสำรองจะเท่ากัน แต่ถ้าจะให้มั่นใจควรเปิดตรวจดูทั้งสองที่) ควรล้างหม้อน้ำอย่างน้อย 2 – 3 เดือนต่อครั้งและใช้น้ำยาหม้อน้ำผสมกับน้ำธรรมดาในอัตราส่วน 50/50 จะช่วยไม่ให้เกิดสนิมหรือตะกรันในหม้อน้ำ ทางเดินของน้ำก็จะไหลได้สะดวก น้ำยาที่ผสมนี้ควรเปลี่ยนทุกครั้งที่ล้างหม้อน้ำ อีกทั้งยังต้องคอยตรวจสอบครีบระบายความร้อนของหม้อน้ำไม่ให้ย่น เพราะจะทำให้ลดพัดผ่านลำบากทำให้การระบายความร้อนไม่ดี นอกจากนี้ขณะขับขี่ต้องคอยดูเกจ์ความร้อน หากขึ้นถึงขีดแดงหรือที่เรียกว่า โอเวอร์ฮีดให้ดับเครื่องพักทันที แล้วนำไปเข้าศูนย์บริการซ่อมรถจักรยานยนต์เพื่อให้ช่างตรวจสอบทันที

7. น้ำมัน :

ต้องหมั่นตรวจสอบความสิ้นเปลืองของน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันออโต้ลู้ปเพราะจะทำให้เรารู้สภาพของเครื่องยนต์ว่ามีความสึกหรอมากน้อยเพียงใด เครื่องยนต์ที่สึกหรอมาก มักจะสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงและน้ำมันออโต้ลู้ปโดยสาเหตุอาจจะเกิดจากเครื่องยนต์หลวม หัวเทียนเสื่อมหรือกรองอากาศตัน ซึ่งมีวิธีตรวจสอบง่าย ๆ ดังนี้
1. เติมน้ำมันให้เต็มถัง แล้ววัดระยะจากน้ำมันที่เติมเข้าไปกับปากถังว่าได้ระยะเท่าไร ให้จดเอาไว้แล้วต่อไปก็ต้องเติมให้ได้เท่านี้
การเติมก็ควรใช้กระบอกตวงหรือขวดที่มีขีดบอกปริมาตรที่แน่นอน ค่อย ๆ เติมลงไปจนน้ำมันอยู่ในระดับเดิม เมื่อวัดจากปากถังซึ่งปริมาณ
น้ำมันที่เติมลงไปก็คือ ปริมาณน้ำมันที่รถของเราใช้ไปนั่นเอง

2. จดตัวเลขระยะบนเรือนไมล์ ขณะเติมน้ำมันแล้วเอามาคำนวณ ถ้าเป็นไมล์แบบกำหนดตั้งที่เลขศูนย์ไม่ได้
ก็ต้องเอาตัวเลขแรกไปลบออกจากตัวเลขหลังเพื่อให้ได้ระยะทางที่เราวิ่งไป แล้วนำระยะนี้ไปหารด้วยปริมาณน้ำมันที่เราตวงได้
ก็จะได้เป็นอัตราสิ้นเปลืองน้ำมัน การวัดอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันนี้ ควรจะทำเป็นระยะ โดยเริ่มครั้งแรกตั้งแต่ตอนอยู่ในระยะรัน อิน
แล้วเก็บข้อมูลเอาไว้เปรียบเทียบกับครั้งต่อ ๆ ไป ถ้าแตกต่างกันมากต้องรีบแก้ไขทันที

8. หัวเทียน :

อาการผิดปกติของเครื่องยนต์ เช่น สตาร์ทติดยาก ไม่ค่อยมีกำลังอาการเหล่านี้มักมีสาเหตุมาจากความเสื่อมของหัวเทียน การหมั่นสังเกตตรวจดูสภาพหัวเทียน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญ หัวเทียนสภาพปกติจะมีคราบสีเทาหรือสีน้ำตาลที่ปลายฉนวน อาการ สาเหตุ การแก้ไขปัญหาที่มักเกิดขึ้นกับหัวเทียน

ที่มา:https://sites.google.com/site/nakmsx/kar-barung-raksa-mxtexrsikh